เกี่ยวกับเรา

เรียบเรียงโดย ร.ท.ธงชัย จำปาศรี  ร.น.

สาเหตุที่ริเริ่มตั้งโรงเรียนต่างๆ ก็เนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม  พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.112) ประเทศไทยถูกกองเรือฝรั่งเศสรุกราน โดยนำกองเรือแล่นผ่านสันดอนเข้ามาทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ทางราชการเห็นความจำเป็นในกิจการทหารเรือมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในการฝึกอบรมนายทหารชั้นประทวนให้มีความรู้และเป็นจ่าที่ดีไปปฏิบัติราชการตามเรือและกรมกองต่างๆ ฉะนั้นในปี พ.ศ.๒๔๓๘ (ร.ศ.114) จึงได้ตั้งโรงเรียนนายสิบทหารเรือขึ้น โดยคัดเลือกเอานักเรียนจากบุตรทหารเรือที่มีความประพฤติดีเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้ และใช้ศาลาการเปรียญของวัดวงษ์มูลเป็นที่เรียนต่อมากระทรวงทหารเรือดำริที่จะให้จ่าและพลทหารได้มีการศึกษาให้มีความรู้สูงขึ้นตามสมัยจึงยุบ โรงเรียนนายสิบทหารเรือนั้นเสีย แล้วตั้งโรงเรียนจ่าขึ้นแทน คือ 

๑.  โรงเรียนอาวุธ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๐ (ร.ศ.126) กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๗๙/๑๗๔๖  ให้กรมยุทธศึกษาทหารเรือจัดวางปืนใหญ่ในเรือรานรุกไพรี  สำหรับเป็นโรงเรียนอาวุธปืนใหญ่และเรียกชื่อว่า “โรงเรียนอาวุธ” ขึ้นอยู่กับกรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมีเรือเอกหลวงศักดา เดชะ เป็นผู้บังคับการ จึงควรนับว่าเป็นผู้บังคับการโรงเรียนจ่าคนแรกที่มีหลักฐานแน่นอน ครั้นวันที่  ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ (ร.ศ.127) กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๑๙๘/๔๓๘๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอนเรือรานรุกไพรีออกจากประจำการ เนื่องจากมีความชำรุดมาก (ภายหลังจูงไปจมไว้ที่หินกองในอ่าวเกาะสีชัง) ส่วนโรงเรียนอาวุธให้ยกขึ้นมาทำการสอนบนบก  โดยจัดให้นักเรียนพักที่โรงเรียนเก่าที่วัดวงษ์มูล  เวลาเรียนให้ไปเรียนที่โรงเรียนนายเรือ  จนกว่าจะได้สร้างโรงเรียนอาวุธให้เป็นการถาวรขึ้น  (ในบริเวณกรมยุทธศึกษาทหารเรือ) ครั้นเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๓ (ร.ศ.129) กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๖๒/๑๓๗๔ ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนอาวุธเสียใหม่ว่า “โรงเรียนจ่า”  โดยเหตุที่ได้เพิ่มวิชาเดินเรือเข้าในวิชาที่มีประจำโรงเรียนอาวุธแล้ว จึงเป็นการเริ่มมีโรงเรียนจ่าที่จะแยกออกเป็นจ่าเหล่าต่าง ๆ ในภายหน้าต่อไป  

๒. โรงเรียนจ่าตอร์ปิโด วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๖ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๒๖๑/๑๒๗๗๓ กำหนดให้มีการเรียนตอร์ปิโด ที่กรมสรรพาวุธ จึงนับว่าเป็นการเริ่มมีโรงเรียนจ่าตอร์ปิโดแล้ว  

๓. โรงเรียนช่างกล กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๕๒๗/๑๙๘๒๕ ให้กรมยุทธศึกษาทหารเรือ แบ่งนักเรียนที่จะรับใหม่ สำหรับ พ.ศ.๒๔๗๕  นั้นออกเป็นจ่าช่างกล ๑ ใน ๕ ของจำนวนนักเรียนจ่าทั้งหมด  จึงเริ่มมีนักเรียนช่างกลขึ้น 

๔. โรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๕๘ กระทรวงทหารเรือ มีคำสั่งที่ ๒๒๗/๐๕๗๕๘ ตั้งกรรมการตรวจการสร้างที่พักนายทหารและสถานที่ต่างๆ ที่ป้อมเสือซ่อนเล็บ จึงนับได้ว่าการก่อสร้างที่ป้อมเสือซ่อนเล็บ คราวนี้เป็นการเริ่มจะได้มีโรงเรียนชุมพลทหารเรือในกาลต่อไป และได้ให้กรมยุทธศึกษาทหารเรือเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองรักษา เมื่อวันที่ ๔ เมษายน  ๒๔๕๙ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๒/๐๐๑๖๖  ให้ย้ายกองโรงเรียนจ่าไปตั้งศึกษาที่ป้อมเสือซ่อนเล็บโดยมี ร.ล.บรรจุชะโลธร  เป็นพาหนะขนของและในวันที่ ๒๘ เดือนเดียวกันนั้นเอง  กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ ๕๕/๐๑๑๔๗ ให้กรมชุมพลทหารเรือ  จัดตั้งกองโรงเรียนพลอาสาทหารเรือกรุงเทพฯ ขึ้น เพื่อรับพลอาสาจากกองต่างๆ และได้เปลี่ยนนามจากโรงเรียนพลอาสาทหารเรือกรุงเทพฯ เป็น  “โรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพฯ” เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๕๙  

๕. โรงเรียนพลทหารช่าง เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๔๕๙ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๑๖๘/๐๔๒๙๖ ให้กรมยุทธโยธาทหารเรือ ตั้งโรงเรียนพลทหารช่างขึ้นในบริเวณกรมยุทธโยธาทหารเรือ และลงคำสั่งที่ ๕๙/๐๐๙๐๓ ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๖๐ ให้กรมยุทธศึกษาทหารเรือรับปกครอง   

๖. โรงเรียนพันจ่า กระทรวงทหารเรือ มีคำสั่งที่ ๓๐/๐๐๔๙๒ ลง ๑๑ เมษายน  ๒๔๖๐ จัดตั้งโรงเรียนพันจ่าทหารเรือขึ้น เนื่องจาก ขาดแคลนพันจ่าที่จะรับหน้าที่เหนือจ่าขึ้นไป โดยให้อยู่ในปกครองของผู้บังคับการกองโรงเรียนจ่าทหารเรือ ครั้นเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๖๐ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๔๒/๐๐๖๕๗  ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนจ่าและโรงเรียนพันจ่า เป็น “โรงเรียนพันจ่าและจ่า” การบังคับบัญชาคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๖๑ (ร.ศ.137)  กระทรวงทหารเรือได้ออกข้อบังคับทหารว่าด้วยการศึกษาและสถานที่ศึกษาใหม่ โดยรับพลทหารเกณฑ์ใหม่เข้าเรียน และได้จัดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้คือ 

๖.๑ กองโรงเรียนพลเรือตามจังหวัดชายทะเล ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของกรมทหารเรือชายทะเล เรียกว่า กองโรงเรียนพล ทหารเรือที่ ๑ (สมุทรสงคราม) ที่ ๒ (สมุทรสาคร) ที่ ๓ (จังหวัดพระประแดง) ที่ ๔  (สมุทรปราการ) ที่ ๕ (บางพระจังหวัดชลบุรี) ที่ ๖ (บ้านเพจังหวัดระยอง)  กองโรงเรียนพลทหารเรือทั้ง ๖ แห่งนี้ เป็นสถานที่ศึกษาวิชาการเรือ  

๖.๒ โรงเรียนจ่าทหารเรือ เป็นสถานที่ศึกษาวิชาการเรือ  ตั้งอยู่บนป้อมเสือซ่อนเล็บ ขึ้นตรงต่อกรมยุทธศึกษาทหารเรือ  

๖.๓ กรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นสถานที่ศึกษาวิชาเหล่าปืนใหญ่ เรียกว่า  โรงเรียนจ่าปืน ขึ้นตรงต่อกรมสรรพาวุธทหารเรือ  

๖.๔ กรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นสถานที่ศึกษาเหล่าตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด เรียกว่า โรงเรียนจ่าตอร์ปิโดและทุ่นระเบิดขึ้นตรงต่อกรมสรรพาวุธทหารเรือ  

๖.๕ กรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นสถานที่ศึกษาวิชาเหล่าประดาน้ำ เรียกว่า โรงเรียนจ่าประดาน้ำ ขึ้นตรงต่อกรมสรรพาวุธทหารเรือ  

๖.๖ กรมยุทธโยธาทหารเรือ เป็นสถานที่ศึกษาวิชากลจักร เรียกว่า  โรงเรียนจ่ากลจักร ขึ้นตรงต่อกรมยุทธโยธาทหารเรือ  

๖.๗ กรมเสนาธิการทหารเรือแผนกที่ ๖ เป็นสถานที่ศึกษาวิชาเหล่าอาณัติสัญญา ตั้งอยู่ที่สถานีวิทยุโทรเลขทหารเรือ กรุงเทพฯ ตำบลประทุม เรียกว่า  โรงเรียนอาณัติสัญญาน ขึ้นตรงต่อกรมเสนาธิการทหารเรือ  

ทหารเกณฑ์ซึ่งได้รับการคัดเลือกส่งไปศึกษาวิชาตามโรงเรียนจ่าต่างๆ นั้น ต่อไปให้เรียกว่า “นักเรียนจ่า” และนักเรียนจ่าผู้สอบไล่ได้  รับประกาศนียบัตรให้เรียกว่า “จ่าสำรอง” ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๔๖๓  กระทรวงทหารเรือได้ออก ขทร.บทที่ ๓๗๘ แก้หมวดที่ ๓ ข้อ ๙ ให้โรงเรียนจ่าต่างๆ  ซึ่งขึ้นตรง ต่อกรมสรรพาวุธทหารเรือ นั้นรวม เรียกชื่อว่า “โรงเรียนจ่าอาวุธ” เพื่อสะดวกแก่การบังคับบัญชาและสถานที่ซึ่งต้องรวมกันอยู่เป็นแห่งเดียวกัน  ครั้นเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๔ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่ ๓๐๙/๐๖๗๔๖  ให้เปลี่ยนระเบียบการปกครองและการบังคับบัญชาในกระทรวงทหารเรือ คือให้  

๑. โอนกองโรงเรียนจ่าเรือ จากกรมยุทธศึกษาทหารเรือ  

๒. โอนกองโรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพฯ จากกรมชุมพลทหารเรือ ไปขึ้นอยู่ในกรมทหารเรือชายทะเล ตั้งแต่ ๑ ธันวาคม ๒๔๖๔ เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๔๖๕ กระทรวงทหารเรือมีคำสั่งที่  ๓๕๔/๑๒๔๘๔ ให้เปลี่ยนนามกองโรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพฯ เป็น “กองสำรองทัพเรือ”  และต่อมาก็ได้ยกเลิกกองโรงเรียนพลทหารเรือที่ ๒ และที่ ๖ เสีย ตั้งแต่วันที่ ๑  พฤศจิกายน ๒๔๖๕

จะเห็นได้ว่ามีการล้มเลิกกองโรงเรียนพลทหารเรือต่างๆ เป็นลำดับมา และได้ส่งพลทหารเหล่านั้นให้มาฝึกหัดศึกษาที่กรมชุมพลทหารเรือ โอนโรงเรียนจ่าอาวุธนอกจากนักเรียนจ่าแผนกประดาน้ำไปรวมเป็นโรงเรียนจ่าเรือในสังกัดกรมทหารเรือชายทะเล  ตั้งแต่ ๑๔ เมษายน ๒๔๖๖ และเลิกกรมทหารเรือชายทะเล ไปสังกัด กรมชุมพลทหารเรือ  การที่ได้มีการโอนและเปลี่ยนแปลงโรงเรียนจ่าเรือ  และจ่าอาวุธกันเป็นการใหญ่ก็เพื่อให้กิจการของโรงเรียนจ่าเรือได้เจริญก้าวหน้าต่อไป  ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๖๙ มีคำสั่งที่ ๕๓๙/๒๑๐๘๒  ให้ยุบเลิกกองสำรองทัพเรือ กองโรงเรียนพลทหารเรือ และตั้งกอง โรงเรียนจ่าสำรองขึ้นแทนที่กองโรงเรียนพลทหารประจำเรือสมุทรปราการ เป็นการรวมโรงเรียนต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นโรงเรียนเดียว และเมื่อวันที่ ๒๙  เมษายน ๒๔๗๒ ได้มีคำสั่งที่ ๓๘/๐๑๒๕๘ ให้เปลี่ยนนามจาก “กองโรงเรียนจ่าสำรอง”  มาเป็น “กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ” โดยเห็นว่าตามที่กองโรงเรียนจ่าสำรองมีหน้าที่ทำการอบรมสั่งสอนทหารต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรไม่เฉพาะแต่นักเรียนจ่าสำรองประเภทเดียวยังทำการอบรมมา สั่งสอนทหารต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรทั่วไปในราชนาวีด้วย จึงเห็นว่าการที่กองนี้มีนามว่ากองโรงเรียนจ่าสำรองนั้น ยังไม่สมนามตามหน้าที่จึงให้เปลี่ยนนามเสียใหม่ดังกล่าว กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จึงถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๗๒  เป็นต้นมา  ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๕ (ร.ศ.171) กองทัพเรือได้มีคำสั่งที่ ๒๐/๙๕ ให้ย้ายกองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จากสมุทรปราการมาตั้งที่โรงเรียนนายเรือเกร็ดแก้ว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และย้ายกองโรงเรียนนายเรือ  ไปตั้งที่กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ สมุทรปราการ เป็นการสับเปลี่ยนสถานที่กัน  เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างของทางราชการ  ในปี พ.ศ.๒๕๐๐

กองทัพเรือได้ออกระเบียบว่าด้วยการศึกษาใหม่  และได้แบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ส่วนคือ 

ส่วนที่ ๑ คือโรงเรียนที่ขึ้นตรงต่อกองทัพเรือ  โดยกรมกำลังพลทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชา ได้แก่ โรงเรียนนายทหารเรือ  

ส่วนที่ ๒ คือโรงเรียนที่ขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของกรมยุทธศึกษาทหารเรือ  ได้แก่ โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ โรงเรียนพลทหาร  

ส่วนที่ ๓ คือโรงเรียนที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนที่ ๑ และที่ ๒  โรงเรียนเหล่านี้ได้แก่ โรงเรียนอาชีพเฉพาะอย่างของทหาร  

นับตั้งแต่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ เริ่มถือกำเนิดตั้งแต่วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๗๒ จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๗) ได้มีการปรับปรุงแก้ไขการศึกษาของนักเรียนจ่าให้เจริญก้าวหน้าเป็นลำดับเรื่อยมา  

จนในปัจจุบันนี้โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ได้ทำการฝึกหัดศึกษาโดยรับสมัครนักเรียนจากบุคคลภายนอกที่มีความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ โดยมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้คือ สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และมีอายุตั้งแต่  ๑๖ปี ถึง ๒๐ ปี โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นพรรคเหล่าต่าง ๆ คือ 

๑. พรรคนาวิน แบ่งออกเป็น 

๑.๑ เหล่าทหารสามัญ เป็นเหล่าที่ปฏิบัติงานในเรือเป็นส่วนใหญ่ บนดาดฟ้า  ถือท้ายเรือ ฯลฯ วิชาที่ศึกษามีวิชาเกี่ยวกับเรือ เดินเรือ และงานสารบรรณทั่วไป  ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๑.๒ เหล่าทหารการเงิน เป็นเหล่าที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ 

๑.๓ เหล่าปืนใหญ่ เป็นเหล่าที่ปฏิบัติงานในเรือที่เกี่ยวกับการใช้อาวุธการระวังรักษาประจำเรือ เช่น ปืนใหญ่ ปืนกล ฯลฯ ศึกษาเกี่ยวกับวิชาเดินเรือ และการอาวุธทางเรือ  ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๑.๔ เหล่าสัญญาณวิทยุ เป็นเหล่าที่มีการปฏิบัติงานทั้งทางบกและในเรือ การศึกษาส่วนใหญ่จะหนักไปในทางด้านการรับส่งวิทยุ  และระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการสื่อสาร ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี

๑.๕ เหล่าสัญญาณโซนาร์  เป็นเหล่าที่มีการปฏิบัติงานในเรือ  การศึกษาส่วนใหญ่จะหนักไปในทางใช้เครื่องมือเกี่ยวกับการค้นหาเป้าซึ่งอยู่ใต้น้ำใช้เวลาศึกษา  ๒ ปี 

๑.๖ เหล่าสัญญาณเรดาร์ เป็นเหล่าที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ในเรือการศึกษาจะหนักไปในทางการใช้เครื่องมือในการค้นหาเป้าพื้นน้ำ  และในอากาศ ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๑.๗ เหล่าทัศนสัญญาณ เป็นเหล่าที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ในเรือการศึกษาจะหนักไปทางด้านการรับ-ส่งสัญญาณด้วยธงและโคมไฟตลอดจนการโทรศัพท์ นอกจากนั้นจะต้องศึกษาเกี่ยวกับวิชาพลศึกษาเป็นพิเศษเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นครูสอนพลศึกษาในโรงเรียนทหาร ได้ ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๒. พรรคกลิน เป็นพรรคที่ปฏิบัติงานในเรือเป็นส่วนใหญ่  การศึกษาจะหนักในทางการใช้เครื่องขับเคลื่อน และเครื่องจักรกลในเรือ  รวมทั้งการซ่อมทำขั้นต้นของเครื่องนั้น ๆ ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๓. พรรคนาวิกโยธิน เป็นพรรคที่ปฏิบัติงานบนบก  การศึกษาจะเน้นหนักเกี่ยวกับการรบสะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งจะมีเหล่าต่าง ๆ เช่น  เหล่าทหารราบ ทหารปืนใหญ่ ทหารขนส่ง  การแยกเหล่านี้จะทำการแยกเมื่อได้ศึกษาในชั้นปีที่ ๒ ใช้เวลาศึกษา ๒ ปี 

๔. พรรคพิเศษ เป็นพรรคที่ปฏิบัติงานบนบกเป็นส่วนใหญ่  การศึกษาจะเน้นหนักตามเหล่าของตนคือ 

๔.๑ เหล่าทหารการแพทย์ ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการพยาบาล ใช้เวลาศึกษา ๓ ปี  มากกว่านักเรียนจ่าทุกพรรค-เหล่า   

๔.๒ เหล่าทหารพลาธิการ ศึกษาเกี่ยวกับการพลาธิการ การพัสดุใช้เวลาศึกษา ๒ ปี  

๔.๓ เหล่าทหารช่างยุทธโยธา ซึ่งมี ๒ สาขา คือ สาขาไฟฟ้า และสาขาอิเล็กทรอนิกส์  หลักสูตร ๒ ปี ทั้ง ๒ สาขา สาขาไฟฟ้า ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขซ่อมแซมเครื่องมือ  เครื่องใช้เกี่ยวกับไฟฟ้าสื่อสาร สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไข  ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับอีเล็กทรอนิกส์  

ในการศึกษาชั้นปีที่ ๑ จะส่งตัวนักเรียนจ่าทุกพรรคเหล่าไปฝึกภาคสาธารณะที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ เกล็ดแก้ว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีระยะเวลา ๑ เดือน  เพื่อให้นักเรียนรู้จักขนบธรรมเนียมทหารเรือ ปรับสภาพจากนักเรียนสามัญ ให้มีลักษณะท่าทางเป็นทหาร เมื่อครบ ๑ เดือนแล้ว จะส่งนักเรียนพรรค-เหล่าทหารแพทย์ ส่งตัวไปศึกษาที่โรงเรียนจ่าพยาบาล ณ  โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า บุคคโล กรุงเทพมหานคร ส่วนเหล่าทหารพลาธิการ  เหล่าทหารช่างยุทธโยธา เหล่าทหารสัญญาณ และพรรคนาวิกโยธิน จะส่งไปตามโรงเรียน  ตามพรรคเหล่าเมื่อขึ้นชั้นปีที่ ๒  ส่วนนักเรียนที่เหลือยังคงศึกษาต่อที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือจนจบการศึกษา 

ขอขอบคุณ ประวัติโรงเรียนชุมพลทหารเรือ คัดลอกจาก www.nrs.navy.mi.th