พรหมลิขิต บุญบารมี หรือ ชตาชีวิต น.ท.พรพล ปัญจะ ร.น. นาวิกโยธิน

พรหมลิขิต   บุญบารมี หรือ ชตาชีวิต        

          อันชีวิตคนเราที่เกิดมาในโลกนี้  บรรพบุรุษได้สั่งสอนว่า  ที่ได้เกิดมาเป็นคนนี้คือ บุญบารมี   ที่เกิดมาครบอาการ  32  นั้นก็เป็นบุญตัว  เมื่อโตขึ้นได้ดิบได้ดีก็เป็นเพราะบุญตัว  มีชีวิตสุขสบายก็เพราะบุญตัว  บ้างก็ว่าที่ได้เกิดมาในตระกูลสูงก็เพราะพรหมลิขิตมีวาสนาได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคนก็เพราะพรหมลิขิต  เดินไปเดินมาได้คู่ครองที่สวยงาม หล่อเหลา แถมร่ำรวยก็เพราะชะตาชีวิต  อันสิ่งนี้นั้น  ที่เราเกิดมาแล้วได้เป็นไปตามครรลองของชีวิต ที่บางทีเราไม่ได้หวังไว้  ไม่มีได้มีความสามารถที่จะทำไปได้ถึงปานนั้น  แต่ทุกอย่างก็ได้เป็นไปแล้ว  สำเร็จแล้ว  ได้เกิดขึ้นขึ้นแล้ว  อันนี้จะเรียกว่าอะไรดีหรือ  บุญวาสนา  ชะตาชีวิตหรือพรหมลิขิตกันแน่   แล้วคนที่เกิดมาพิการ  ยากจนข้นแค้น  ลำบากยากเข็นตลอดชีวิต  ไม่มีแม้แต่อาหารจะกิน  ไม่มีแม้แต่ที่จะดิ้นตาย  มันอะไรกัน  บุญวาสนา  ชะตาชีวิต หรือ พรหมลิขิตครับ.                    

เรื่องที่ผมจะคุยในวันนี้  มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิตของผม  มันเป็นบุญวาสนา ชะตาชีวิต หรือพรหมลิขิตกันแน่ผมก็ไม่เข้าใจ  ผมเอง  เกิดมาในตระกูลของสายเลือด  คุณพ่อเป็นสายเลือกชาวนา กสิกร ในกรุงเก่า  ต่อมาได้เป็นนายสัตว์แพทย์ตัวเล็กๆ ฝ่ายคุณแม่ก็เป็นลูกหลานท่านขุน เจ้าพระยา ในแปดริ้ว   เล็กๆแม่เรียกว่า “อ๊อด”   ชื่อจริง  “ศักดิ์ชาย”  การศึกษาก็ผ่านประถมศึกษาที่ลาดชะโด อำเภอผักไห่ อยุธยา  พอมัธยมศึกษาก็ไปเรียนที่โรงเรียนเช็นต์หลุย  จังหวัดฉะเชิงเทรา  ชีวิตก็พอในฐานะปานกลาง  มีความสุขสบายไปตามเรื่องตามที่จะเป็น เคยได้เรียน  มัธยมศึกษาที่ 7 – 8  รุ่นแรกสุดของ ร.ร.เบญจมราชรังสฤษดิ์  ต้องเบนเข็มชีวิตไปเรียนที่ โรงเรียนจ่า  “นาวิกโยธิน”กองทัพเรือ  รุ่น ปี 2502  พอจบออกมาได้จ่าโท  จ่าเอก ไปตามที่ทางราชการกำหนดไว้  จวบจนในปี  พ.ศ.2508 ได้มิสิทธิสอบไปเรียนใน USMC .USA.ในหลักสูตร “เจ้าหน้าทีปฏิบัติทางการสื่อสาร” ที่ MCRD.SAN DIECO  CAL.จ.อ.ศักดิ์ชายปัญจะได้เข้าไปสอบในครั้งแรกมีเพื่อนๆข้าราชการน่าวิกโยธินไปเข้าสอบแข่งขันเกือบร้อยคน  ทางราชการให้คัดเอาเพียงคนเดียวเพื่อส่งไปเรียนในครั้งนี้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ จ.อ.ศักดิ์ชาย  ปัญจะ  สอบได้ที่ 1  ได้คะแนนถึง  75 %   แต่ต้องรอโรงเรียนจะเปิดในเดือน กรกฏาคม 2508  ต่อมาข่าวคราวของการเดินทางก็หายเงียบไป  จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2508 ทาง กพ.ทร.มี วิทยุว่า  หาก จ.อ.ศักดิ์ชาย  ปัญจะ ต้องการจะไปศึกษาฯในสหรัฐเอเมริกาตามที่สอบไว้  ให้ นย.ส่งตัวเข้ามาที่ กพ.ทร. เพื่อดำเนินการทำพาสปอร์ต-วิซ่า และต้องไปพบ กับ หน่วยนาวิกโยธิน ประจำประเทศไทยเพื่อยืนยันว่า จะต้องการไปศึกษาฯจะต้องเข้าเรียนหลักสูตรหลักเลย ต้องงดหลักสูตรภาษาอังกฤษ ที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.นั้นไปไม่ทัน หรือยกเลิกแล้วรอสอบใหม่ปีต่อไป….สววรค์จะเล่นตลกกับผมอีกแล้ว  ผมก็เลยบอกทันทีขอไปในปีนี้ ไม่ต้องเรียนภาษาฯก็ยอม  ผมจึงได้ไป USA.  อันจะเป็นวาสนา หรือชะตาชีวิต หรือพรหมลิขิตก็ไม่ทราบได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเชื่อแต่มันเกิดกับตัวผมก็ทางจัสแม็กหรือ กองทัพเรือไทย กำหนดผมให้ต้องเดินทางไปในวันที่ 4 กรกฏาคม 2508 โดยให้ไปเช็คอินหรือยืนยันการเดินทางเวลา  10.00 น. และเดินทางเวลา  จริง 17.00 น.  แต่พอไปเช็คดินที่ดอนเมืองเรียบร้อย  เจ้าหน้าที่จัสแม็กบอกขอเลื่อนการเดินทางเป็น 11.00 น.ทำให้  พ่อ-แม่-ญาติพี่น้องประมาณ  10 คน ไปส่งที่สนามบินดอนเมืองไม่ได้สักคนเดียว  เพราะตอนนั้นการสื่อสารยังไม่มีโทรศัพท์  จึงติดต่อทางบ้านไม่ได้  ผมขึ้นเครื่องบินไปด้วยน้ำตาที่เสียใจบ้าง  แต่ก็ดีใจนะที่เอาของมาเช็คอินทั้งหมด  สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิดกับครอบครัวของผม   แต่ถึงอย่างไร ผมก็ถือว่า ผมได้เป็นตัวแทนของ  นรจ.นย.ทร.รุ่น 2502 เป็นคนแรกที่ได้ไปเรียนใน USMC.USA .                            

สำหรับการเดินทางในครั้งเดียวของผมนี้ เป็นเครื่องบิน โบอิ้ง  747 กองทัพสหรัฐอเมริกา เช่าเหมาลำ กับ บริษัท  คอนติเนลชั่น  จำกัด  พอเครื่องบินออกจากดอนเมือง  ต้องไปรับ หน่วยทหารช่าง SEA BEE  ที่กรุงดานัง เวียดนาม รอไปด้วยกัน เครื่องบินลงจอดเพียง  30 นาทีก็มุ่งหน้าไปสนามบิน คล๊าค แอฟอร์ต  Clark  Airfort Base ที่ประเทศฟิลิปปินส์เพื่อจอดเติมน้ำมันและรับประทานอาหารเย็นที่ท่าอากาศยานนั้น  ปัญหามันมีคู่กับชีวิตคนเราตลอดกาล  พอขึ้นเครื่องบิน ตั้งแต่รัดเข็มขัด ถอดเข็มขัด กิน นอน ดูหนัง ฟังเพลงบนเครื่อง ทำเป็นทำตามเขา  คนไทยนี่เรียนแบบเก่งอยู่แล้ว  เข้ากินอาหารฝรั่งมื้อแรก มีเนื้ออบ มันฝรั่งต้มผ่าซีก ขนมปัง  แถมสลัดผักอีกถ้วย  กลางโต๊ะอาหารมีซ๊อสตั้ง 7-8 ขวด แล้วจะกินอันใหนหว่า  คอยดูทหารไอ้กัน หยิบอันใหน ก็หยิบตาม จบการกินมื้อแรกในชีวิต  พอออกมาหน้าห้องอาหาร  มีเก้าอีม้ายาว ไม้กระดานแผ่นเดียวมีสาวฟิลิปปินส์หน้าตาดี รูปร่างอวบอัด เหมือนสาวไทยเลยอายุราวๆ 20-25 นั่งเป็นแถว  เห็นทหารไอ้กันเขาออกมาคุย ยืนจูบกัน เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะไม่เคยเห็นคนยืนจูบกันในกลางที่สาธารณะ ตื่นเต้นดี จบที่ฟิลิปปินส์ “ฮอนโนลูลู” สนามบินอันสวยงามและใหญ่ของ เกาะฮาวาย   จอดเพื่อพักเติมน้ำมัน เขาให้ไปเดินดูของใน ร้านขายของที่ระลึก( Souvenir )  ดูอย่างเดียว ไม่ซื้อ  เดินทางต่อมาถึง สนามบินทาวีส  Tarvis  Air Force  Base  จากสนามบินนี้เดินทางโดยรถบัสไปส่งที่ท่าอากศยานสากล “ ซานฟรานซีสโก”  (Sanfrancisco Inter National  Air Port   ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ออกไปยืนดูกางแขกอ้ารับอากาศ แล้วบอกว่า  “ กูมาถึงแล้ว  ซานฟรานซีสโก”  มาอีกทีสะดุ้ง หมู่ๆ หมู่เพิ่งมาหรือจะกลับ หันไปอ้าว..ส.อ.ทหารลาว  แต่งชุดเขียว  คงมาเรียนเหมือนเรา  เขาบอกกำลังจะกลับบ้าน แต่ไม่ได้ถามชื่อแซ่ที่อยู่เลย  ป่านนี้เป็นใหญ่แค่ใหนแล้ว….พอดีบุหรี่หมด  เอ..เห็นชาวอเมริกา เขาหยอดเหรียญแล้วดึงมันก็ออกมา 1 ซอง  ของกล้วยๆเราก็ทำตาม  ทุกอย่างก็เรียบร้อยสิ้นเรื่อง“ศักดิ์ชาย”ซะอย่าง ที่นี่ก็เหมือนกันมีฝรั่งกอดกันกลม  ดูดปากกันด้วยบิดกันอยู่นั่นแหละ นี่มันสนามบินนะโว้ย  ไม่ใช่ในห้องนอนนะ  ทุกที่ที่ไปต้องยื่น หนังสือคำสั่งการเดินทางเพื่อการศึกษา เรียก ITO.  ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์  เขาจะประสานให้ แล้วบอกเราว่าจะทำอย่างไรต่อไป ยอดเยี่ยมมาก  สะดวกทุกที่  ออกจากซานฟรานส์ซีสโก้ ไปลงสนามบิน  เมืองซาน ดิเอโก ช้าหน่อยเพราะอากาศปิด  ทุกที่ต้องทีปัญหา…พบประชาสัมพันธ์ บอกให้นั่งเดียวจะมีทหารมารับ.. สัก 10 นาที เห็นแล้ว  มี สิบโทหนุ่มป๋อ USMC.ฯเดินวนไปมาที่ห้องพักผู้โดยสารนั้นแล้วเดินหายไป   เอ.. พอรออีกสักพักเลยไปถามประชาสัมพันธ์บอกมารับแล้ว  ไม่เจอหรือ  โอเค.จะให้มาใหม่ ส.ท.คนเดิม เดินปี่มาหาเราเลย ถามคุณคือ “นาวิกโยธินไทยหรือ?” เราจึงหายงง ก็เราแต่งเครื่องแบบกลาสีขาว ของ  ทร.ไทย  แล้วฝรั่งมันจะรู้เรื่องใหมนี่  เลยได้ไปรายงานตัว ที่ บก.โรงเรียน  กองพันทหารสื่อสารและอีเล็ดทรอนิค  ( C&E  Bn. Hq.   MCRD.   USA.  San dieago  . Cal.   Usa.92140 ) ที่ศุนย์ทหารใหม่  นาวิกโยธิน MCRD. เมืองซาน ดิเอโก้ คาลิฟอร์เนียส์   สหรัฐอเมริกา  92140  จำได้จนทุกวันนี้                 

ด้วย พระพรหมลิขิตหรือ บุญวาสนาพาส่ง  ทำให้ผมได้เป็น นย.ไทยคนแรกในประเทศไทยที่ได้ไปเรียนหลักสูตรของนายทหารชั้นประทวน USMC.ที่สูงที่สุดของการสื่อสารนาวิกโยธิน  สหรัฐอเมริกา  เพราะหลักสูตรที่ไปเรียนคือ หลักสูตร  หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ การสื่อสารนาวิกโยธิน สหรัฐอเมริกา  หรือ  “Operation  Communication  Chief Course “  ซึ่งผู้ที่จะเข้าเรียนได้จักต้องเป็นนายทหารประทวนเหล่าสื่อสาร มีอายุการปฏิบัติงานหรือประจำการ ไม่น้อยกว่า 20 ปี   แล้วผมเพิ่งอายุ 25 ปี เป็นทหารนาวิกโยธินรวม นรจ.นย.ด้วยแล้ว 5 ปีพอดี  ในห้องเรียนมีนักเรียน  29 นาย เป็นทหารนาวิกโยธิน สหรัฐอเมริกา 25 นาย  ทหารนาวิกโยธินเกาหลี 3  นาย และผมคนเดียวจากนาวิกโยธินไทย.

          สำหรับการศึกษาที่เรียน  ก็เป็นการทบทวน ทางการทหารสื่อสารแบบชั้นต้น  ศึกษาและเข้าถึงการปฏิบัติของการใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆของนาวิกโยธิน สหรัฐฯ  ทั้งทางวิทยุ  ทางสาย  เป็นการฝึกงานไปด้วยในตัว ซึ่ง นย.ไทยเคยสอยแล้ว  หลังจากนั้น เป็นการวางแผนในการติดต่อสื่อสารในระดับ กองพัน-ขึ้นไปถึงระดับ กองทัพนาวิกโยธินเลยมีการศึกษาในระบบข่ายการสื่อสารต่างๆมากมาย และการศึกษานี้ ส่วนศึกษาส่วนมากจะใช้ระบบแบ่งเป็นกลุ่มที่ทำให้ผมไม่ลำบากใจในการเรียนเท่าใด  เพราะเพื่อนอเมริกาคอยอธิบายช่วยเหลือตลอดเวลา   นอกจากการเข้าเรียนรหัสลับและแผนข่าวลับต่างๆ  ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องเข้าเรียนในห้องเก็บเสียง และนักเรียนต่างชาติไม่มี่สิทธิ์เข้าเรียน  จึงขอให้เวลาว่างนี้ไปเรียน การยิงปืน ที่สนามยิงปืน ที่ แคมป์ แพนเดิลตั้น Camp Pandelton  จนได้เหรียญแม่นปืน  ชั้น 2 ( Sharp  Shooter )มาประดับที่อก  นอกจากนี้ ก็เป็นการฝึกพละ  ออกกำลังกายในทุกวันพุธ  ตอนบ่าย  ให้เล่นบาสฯด้วย  ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  สมความมุ่งหมายของทางราชการ          หลังจากจบจากการศึกษาที่ C&EBn. MCRD. USMC.ก็ยังมีอีกหลักสูตรเป็นหลักสูตรบังคับคือ หลักสูตร  Instrucher Couse A. วิชาครูทหาร  ที่ในค่ายฝึกทหารใหม่ (NTC.) ของ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา อีก 2 เดือน  ประตูใหญ่ของ MCRD.กับ NTC.  อยู่ห่างกัน  1 ไมล์  พอเดินไปได้  แต่ที่  NTC. จัดที่พักให้เราเป็นกองร้อยที่พักของ จ่า ทร. มีทหาร ทร.ฟิลิปปินส์ทำความสะอาดด้วย  เราจึงมาขออยู่และกินต่อที่ MCRD. แล้วใช้วิธีการเดินเท้าไปเรียน  กลับมานอน ซึ่งลุงแซมก็จัดให้อย่างดีครับ  เมื่อสุดสิ้นจากการศึกษาที่ NTC.ก็เตรียมเดินทางกลับบ้าน  โดยต้องไปรายงานตัวที่ เกาะ Theasure Island  ใน  San   Francisco     ชีวิตส่วนตัวที่ ค่าย MCRD.   San Dieaco  Cal.  พอเข้าที่พักใน  Straff  Barrack   ในวันที่ 4 ก.ค.1965 แล้วก็เดินศึกษาไปรอบที่พักและรู้จักโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 200  เมตร  เดินไปเจอสโมสร Straff Club  ได้เวลาพอดี  มีสตังค์เต็มกระเป๋า  เลยเข้าไปศึกษาบาร์เสียหน่อย  ดื่มเบียร์เย็น 1 เหยือกใหญ่  75 เซ็นต์เอง   MCRD.ได้ให้ชีวิตที่แสนดีแก่เรา คือมีห้องนอน     มีห้องอาหารของนายทหารประทวนอาวุโส MCRD.Straff Mess Hall ทานข้าว 3 มื้อ พร้อมกาแฟ-ขนมปังตลอดทั้งวัน-คืน ผมเข้า Straff  Club ทุกวัน จนประทั่งกลับเมืองไทย   ผมจ่ายค่าเมส ฮอลล์ เพียงเดือนละ  3  เหรียญดอลล่าส์สหรัฐฯ วันรุ่งขึ้นโชคดีอย่างประหลาด 2 เรื่อง  เรื่องที่ 1  ได้พบ First Sargent Sam  E.  Cribb  นายทหารประทวนอาวุโสที่สุด ของหน่วยกองพันทหารสื่อสาร นย.ของ MCRD. ได้เคยมาเป็น หน.จัสแมกซ์ฝ่ายทหารสื่อสาร นาวิกโยธินไทย ที่ กองร้อยสื่อสารนาวิกโยธิน ในค่ายนาวิกโยธิน อ่าวเตยงาม  3 ปี  เคยเรียนภาษาไทยกับภริยา น.ต.ปรีดา  กาญจนรัตน์  นนร.นย. เลยสั่งให้  เมส ฮอลล์ นึ่งข้าวสวยให้เราทุกวัน 3มื้อเลย  สุดยอดและเรื่องที่ 2  อัศจรรย์ของความโชคดี เตรียมไว้แล้วแต่ลืมไม่ได้เอาไป คือ ดิกชั่นนารี ของ  ดร.กมล  เภาวิจิตร แต่ของ ลุงแซม อี.คริ๊บ  มีเล่นให่ญ่เลย  โชคดีไป   ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่ ค่าย MCRD. ผมได้รับการดูแลจากลุงแซม  อย่างดีมาก  เวลาแกจะไปเที่ยวใหน  แกจะเอาไปด้วย  อย่าง Sea  World  .  Long Beach  .  Los Angelis  ,  เมืองจำลอง Knot Werry   Farm .  ใน  Hollywood ที่เอาไว้สร้างภาพยนต์เท่านั้น  และ Hollywood .  Disney Land และหลายมุมในตัวเมืองของซาน ดิเอโก ตลอดจนได้ไปชมการถ่ายถอดสดในคืนวันที่  น.ส.อาภัสรา หงศ์สกุล  ได้ชนะเลิศนางงามจักรวาล  ปี 1965 นั้นด้วยที่บ้านลุงแซมที่ลอสเองเจลีส ไปเที่ยวเมืองทิวานา Tijvana  ของเม๊กศิโก Mexico  เป็นเมืองกามรมย์  กลางวันทุกคนนอนหลับ  พอตกเย็นทั้งคืน ออกมาโกยเงินจากชาวสหรัฐฯที่ข้ามชายแดนไปเที่ยว เอาเบียร์-เหล้า-อาหาร-เซ็กซ์มาแลกแพง 40 ยูเอสดอลล่าเลย และสกปรกมากครับ  เป็นเมืองที่ต่อจากเมืองซานดิเอโก   แต่เหมือนเมืองนรก เพราะถนนลูกรังและถมด้วยหิน  ขณะเที่ยวหากคุณมีปัญหา ชาวเมืองจะพูดภาษาเม็กซิโก  ไม่ยอมพูดอังกฤษ แล้วเรียก ตำรวจมาจับเราเข้าคุก  รุ่งเช้าจะต้องให้ทูตมารับตัว  จึงปล่อย…ระยำ                                                                          ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น  ไปเที่ยวในเมืองคนเดียวก็ไป หาร้านชาวจีน กินข้าวต้ม มื้อละ 2.50 เหรียญมีหลายร้าน   มี จสอ.นย.อม.พาเราไปเล่นบิลเลียด8 ลูกเรียกPlay Pool  ที่ชนบท รถวิ่งออกไปประมาณ 30นาที   แล้ว จสอ.นย.อมคนนั้นก็เล่นพนันกับชาวอเมริกันเอาเราต่อ  พอเราชนะก็เลี้ยงเบียร์-อาหาร  แต่เห็นเขารับสตังค์ที่ละเหรียญเวลาเราชนะ ไอ้กันเอาผมไปเป็นคนทำเงินให้มัน  ก็ผมเก่งบิลเลียดอยู่แล้ว  เล่น  “ชนะ 8 ตาใน 10 ตาน่ะ ลุงแซมพาไปเที่ยวตามห้างบ้าง ไปตามริมทะเลชายหาดมีผู้หญิงสาวอเมริกันไม่ใส่เสื้อโชว์นม  เราจะถ่ายรูป แกบอกว่าอย่าทำ น่าเกลียด ดูเฉยๆ   ผมใช้การเก็บไม้ขีดของทุกสถานที่ไปเพื่อเป็นที่ระลึก  เก็บได้เป็นร้อยกว่าอัน มีตราของร้านนั้นๆด้วย แอบเอาขึ้นเครื่องบินมาได้ด้วยแต่มาหายตอนอยู่เมืองไทย เสียดาย    ครั้งหนึ่งในชีวิต  ที่ผมได้รับเกียรติให้ไปเป็นตัวแทนของชาวไทยใน เมืองซานดิเอโกที่เขาจัดวันฉลอง วันสหประชาชาติ United nation Day ที่ City hall   ผมไปกับ ผบ.ศูนย์ฝึกทหารใหม่ นย.เลย แต่งชุดกลาสีขาว  ติดป้าย Thailand ที่ไหล่ซ้าย พอเขาเรียกชื่อที่ละประเทศ  พอถึงไทยแลนด์ผมก็ลุกขึ้นยืน  ท่ามกลางเสียงตรบมือ   แต่รู้ใหม  เขาเลี้ยงแบบอเมริกา  มีแค่เสต็กเนื้อ 1 ชิ้นกับ ขนมปังเท่านั้นสลัดผัก แต่ เบียร สุรา น้ำดื่มยังให้ไปซื้อเอง เขาจัดเป็นสถานีขายเครื่องดื่ม  แปลกดี  เมืองใหญ่ ชาติเจริญ  จัดงานใหญ่  แต่การเลี้ยงกับเล็กนิดเดียว  หากเป็นคนไทยต้องจัดเลี้ยงโต๊ะจีน  สุรา ปลาปิ้งเพียบ  ใช่..ธรรมเนียมของเขาเป็นอย่างนั้นเอง   นี่คือเสี้ยวหนึ่งของชีวิต  ขอกลองแทร๊กซ์กระดาษกับธงชาติไทยไขว้กับธง ชาติอเมมริกา ที่ตั้งไว้ตรงกลางโต๊ะอาหารทุกโต๊ะ  หาอันที่มีธงชาติไทย  เอากลับมาเมืองไทย อยู่หลายปี จนเด็กเล่นเสียพัง                              เกือบจะจบเรื่องแล้ว ตอนเรียนจบ จะเดินทางกลับบ้านละ  ผมมันต้องมีเรื่องแปลกแต่จริง ธรรมดาทุกคนของนักเรียนทหารไทยต้องไปรายงานตัวที่ บก.ทร.ที่เกาะ เทสเช่อส์  ไอซ์แลนด์ ในนครซาสฟรานส์ซีสโกผมจึงต้องเดินทางไป นครซานฟรานซีสโก ขามามาเครื่องบิน  รถบัสก็นั่งมากว่า 1 ชั่วโมงแล้ว เลยอยากจะขอกลับรถไฟจาก ซาน ดิเอโก้ ไป ซานฟรานส์ซีสโก  ขอบอกน้องๆเลย ผมคิดผิดมาก อย่าเดินทางด้วยรถไฟในเมืองหนาว  กระจกปิด  ไม่ได้เห็นตะวันเห็นเดือนเขาเลย ระยะทางยาวหลายชั่วโมงด้วย เสียใจที่เลือกเดินทางผิดเอง  พอไปรายงานตัวเสร็จ ต้องนอนรอคำสั่งการเดินทาง ประมาณ 2 วัน สวรรค์เปิดทาง ให้ได้ข้ามสะพานโกลเด้นเกรต  (Golden Gate  Bridge ) และได้ไปเดินเล่นที่ ดงไชน่าทาวน์ (China  Town Zone)  มีของสวยๆงามๆ มากมายหลากหลาย  ผมได้เดินดูของหลายชั่วโมง คุ้มค่าพอสมควรของชีวิตนี้                             

          เอ.สุดท้ายของเรื่องจะจบ  ชีวิตจริงที่เหมือนภาพยนตร์  เพราะขากลับมา ถึงระหว่างทางกลางทะเล เครื่องบินที่บินมาดีดี  เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง 1 เครื่อง เลยต้องดับเครื่องยนต์อีก 1 เครื่องตรงกันข้ามให้ปรับให้สะภาพน้ำหนักเสมอกัน  ต้องรัดเข็มขัดและลงจอดซ่อมที่ ฟิลปปินส์อีก 4 ชั่วโมง  ทรมานสิ้นดี  ยังมี พ.อ.อ.ชื่อ สมศักดิ์  ลืมนามสกุล แกถามผมว่าคุณมาเที่ยวที่เท่าไหร่ ผมไป-กลับเหมือนไป-กลับบ้านที่ราช-รีเลยละเบื่อจริง  เครื่องเกิดเสียอีก ผมนี้ใจคอยิ่งไม่ค่อยดี แกแถมด่าพึมพำด้วย  เอาละ..เสี้ยวชีวิตที่แท้จริงขอจบแบบเศร้าๆอีก ตอนไปก็ไม่มีใครไปส่ง  ตอนมาก็ถึงตีสอง ไม่มีใครมารับ นั่งแท็กซี่จากดอนเมืองถึงบ้านบางนา เหลือเงินเพียง  25 ยูเอส. ดอลล่าส์เท่านั้นเอง  จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ทราบว่า  ที่ผมได้ไป เรียนที่ อเมริกาในครั้งเดียวของชีวิตนี้  มันเป็นพรหมลิขิต บุญวาสนา  หรือชะตาชีวิต  กันแน่ครับ ดูมันช่างเหมือนนิยายจริงๆ….ครับ      

เล่าเรื่องโดย

น.ท.พรพล (ศักดิ์ชาย) ปัญจะ ร.น.

นาวิกโยธิน